โขน เป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย ที่มีความสง่างามอลังการและอ่อนช้อย เป็นการแสดงประเภทหนึ่งที่ใช้ท่ารำตามแบบละครใน แตกต่างกันเพียงท่ารำที่มีการเพิ่มตัวแสดง เปลี่ยนทำนองเพลงที่ใช้ในการดำเนินเรื่องไม่ให้เหมือนกับละครแสดงเป็นเรื่องราว โดยลำดับก่อนหลังเหมือนละครทุกประการ ซึ่งไม่เรียกการแสดงเหล่านี้ว่าละคร แต่เรียกว่า โขน แทน โขน มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จากหลักฐานจดหมายเหตุลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มีการกล่าวถึงการแสดงโขนว่า เป็นการเต้นออกท่าทาง ประกอบเสียงซอและเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ ผู้แสดงจะสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าตัวเองและถืออาวุธ

     โขน เป็นศูนย์รวมชองศิลปะหลากหลายแขนง โดยนำเอาวิธีการเล่นและการแต่งตัวบางชนิดมากจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ มีท่าการต่อสู้ที่โลดโผน ท่ารำท่าเต้น เช่น ท่าปฐมการไหว้ครูของกระบี่กระบอง รวมทั้งการนำศิลปะการพากย์ การเจรจา หน้าพาทย์และเพลงดนตรีเข้ามาประกอบการแสดง ในการแสดงโขน ลักษณะสำคัญอยู่ที่ผู้แสดงจะต้องสวมหัวโขน ซึ่งเป็นเครื่องสวมครอบหุ้มตั้งแต่ศีรษะจนถึงคอ เจาะรู ๒ รูบริเวณดวงตา ให้สามารถมองเห็น สร้างตามลักษณะของตัวละครนั้นๆ เช่น ตัวยักษ์ ตัวลิง ตัวเทวดา ฯลฯ ตกแต่งด้วยสี ลงรักปิดทอง ประดับกระจก บ้างก็เรียกว่าหน้าโขน

     ในสมัยโบราณตัวพระและตัวเทวดาต่างสวมหัวโขนในการแสดง ต่อมาภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงไต้องสวมหัวโขนคงใช้ใบหน้าจริงเช่นเดียวกับละคร แต่งกายแบบเดียวกับละครใน เครื่องแต่งกายของตัวพระและตัวยักษ์ในสมัยโบราณมักมี ๒ สี คือ สีหนึ่งเป็นสีเสื้อ อีกสีหนึ่งเป็นสีแขนสมมุติแทนเกราะ ส่วนเครื่องแต่งกายของตัวลิงจะเป็นลายวงทักษิณาวรรต โดยสมมุติเป็นขนของลิงหรือหมี ดำเนินเรื่องโดยกล่าวคำนำเล่าเรื่องเป็นทำนองเรียกว่า พากย์อย่างหนึ่ง กับเจรจาเป็นทำนองอย่างหนึ่ง ใช้กาพย์ยาณีและกาพย์ฉบัง โดยมีผู้ให้เสียงแทน เรียกว่าผู้พากย์และเจรจา มีต้นเสียงและลูกคู่ร้องบทให้ ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้าประกอบการแสดง นิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์และอุณรุท

 

 

อ้างอิง http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%99

 

CoolCool  เราพอจะรู้จักกับคำว่า "โขน"มากขึ้นแล้ว เดี๋ยวบทความต่อไปนั้น เราจะมารู้จักกับประวัติและการกำเนิดโขนกันนะค่ะ  เราอาจจะไปให้ความสนใจกับวัฒนธรรมต่างชาติ  ตอนนี้เราหันกลับมาให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์ของไทยกันบ้างนะค่ะ

Comment

Comment:

Tweet