ตัวเอกของโขน "หัวโขน"

posted on 01 Oct 2010 20:45 by swu-farang

จากที่เราได้รู้เรื่องเกี่ยวกับ "โขน" กันมาพอสมควรกันแล้วนะค่ะ เราจะลืมสิ่งที่สำคัญสำหรับการแสดงโขนไปไม่ได้เลย ก็คือ "หัวโขน" เพื่อนรู้มั๊ยค่ะ ว่าหัวโขนเนี่ยเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของการแสดงโขนเลยนะค่ะ เพราะฉะนั้นเรามาทำความรู้จักกับหัวโขนกันดีกว่านะค่ะCoolCool

หัวโขน
 
     หัวโขน เป็นเครื่องใช้สำหรับศีรษะและปิดบังส่วนหน้าที่คล้ายกับหน้ากาก แต่หัวโขนจะมีลักษณะที่แตกต่างออกไปตรงที่สร้างหุ่นจำลองรูปทรงใบหน้าและศีรษะทั้งหมด โดยที่ผู้แสดงสามารถสวมครอบศีรษะ จะห่อหุ้มส่วนใบหน้าและส่วนหัวมิดชิด และเจาะช่องเป็นรูกลมที่ตาของหน้ากากให้ตรงกับนัยน์ตาของผู้แสดง เพื่อให้นักแสดงมองเห็นการแสดง    
     หัวโขน อาจแบ่งตามประเภทของหัวโขนที่ใช้สวมอย่างละ ๒ จำพวก คือ ยักษ์ยอด ยักษ์โล้น และลิงยอด ลิงโล้น นอกจากนี้หัวโขนก็ยังแบ่งออกได้ตามชนิดของหัวโขนซึ่งมีลักษณะต่างๆ กัน ซึ่งจะแบ่งเป็นฝ่ายลงกา และฝ่ายพลับพลา ดังนี้

ฝ่ายลงกา (ยักษ์) แบ่งออกได้ดังนี้

๑.     มงกุฎยอดกระหนก เช่น พญาทูษณ์ มัยราพณ์

๒.     มงกุฎยอดจีบ เช่น พญาขร สัทธาสูร

๓.     มงกุฎยอดหางไก่ เช่น วิรูญจำบัง บรรลัยจักร

๔.     มงกุฎยอดน้ำเต้า เช่น พิเภก ชิวหา

๕.     มงกุฎยอดน้ำเต้ากลม เช่น กุเวรนุราช เปาวนาสูร

๖.     มงกุฎยอดน้ำเต้าเฟื่อง เช่น บรรลัยกัลป์ วันยุวิก

๗.     มงกุฎยอดกาบไผ่ เช่น รามสูร ทศคีรีวัน ทศคีรีธร

๘.     มงกุฎยอดสามกลีบ เช่น ทัพนาสูร สวาหู มารีศ

๙.     มงกุฎยอดหางไหล เช่น ตรีเมฆ (เฉพาะตัวเดียว)

๑๐.มงกุฎยอดนาค เช่น มังกรกัณฐ์ (เฉพาะตัวเดียว)

๑๑.มงกุฎตามหัวหรือหน้า เช่น ทศกัณฐ์ มี ๑๐ หน้า ตรีเศียรมี ๓ หน้า เป็นต้น

๑๒.พวกไม่มีมงกุฎ เช่น กุมภกรรณ มูลพลัม

๑๓.หัวโล้น เช่น เสนายักษ์ทั่วไป

๑๔.หัวเขนยักษ์และตัวตลกฝ่ายยักษ์

แม้จะได้บัญญัติและประดิษฐ์หัวโขนให้มีลักษณะแตกต่างกันแล้ว ก็ยังมิวายที่จะซ้ำกันอีก จึงต้องประดิษฐ์หน้าโขนโดยให้ทำปาก และตาแตกต่างกันไป ซึ่งอาจแบ่งประเภทของหน้าออกไปตามลักษณะของปากและตาอีก ๔ จำพวกคือ

๑.     ปากแสยะ ตาโพลง เช่น ทศกัณฐ์ กุมภกรรณ

๒.     ปากแสยะ ตาจรเข้ เช่น พิเภก พิราพ

๓.     ปากขบ ตาโพลง เช่น อินทรชิต รามสูร

๔.     ปากขบ ตาจรเข้ เช่น มัยราพยณ์ มังกรกัณฐ์

แม้ได้บัญญัติหัวและหน้าให้แตกต่างกันแล้ว ก็ยังมีซ้ำกันอยู่จึงต้องบัญญัติให้มีสีหน้าแตกต่างกัน เช่น จะพวกมงกุฎกระหนก มีอยู่หลายตัว ถ้าสีม่วงอ่อนเป็นกุเรปัน สีม่วงแก่เป็นพญาทูษณ์ ถ้าสีครามอ่อนก็เป็นท้าวไวยตาล ถ้าสีแดงชาด ก็เป็นแสงอาทิตย์ เป็นต้น

ฝ่ายพลับพลา (ลิง) แยกประเภทออกได้ดังนี้

๑.     มงกุฎยอดบัด เช่น พาลี สุครีพ

๒.     มงกุฎยอดชัยหรือยอดแหลม เช่น ชมพูพาน ชมพูวราช

๓.     มงกุฎยอดสามกลีบ เช่น องคต (เฉพาะตัวเดียว)

๔.     พวกไม่มีมงกุฎแต่เป็นพญาลิง เช่น หนุมานนิลพัท นิลนนท์

๕.     พวกไม่มีมงกุฎแต่เรียกมงกุฎ เช่น สิบแปดมงกุฎ

๖.     พวกเตียวเพชรและจังเกียง เช่น เตียวเพชร

๗.     หัวเขนลิงและตัวตลกฝ่ายลิง

     พวกพญาวานรที่ไม่มีมงกุฎและพวกสิบแปดมงกุฎ กับพวกเตียวเพชร มักเรียกรวมๆ กันว่าลิงโล้น ต่างก็มีลักษณะหัวคล้ายๆ กัน จึงต้องบัญญัติสีกายและสีหน้าของวานรให้แตกต่างกันด้วย เช่น วานรสีหงสบาท เป็นนิลนนท์ วานรสีสัมฤทธิ์ เป็นนิลปาสัน วานรสีทองแดง เป็นนิลเอก แม้จะบัญญัติให้แตกต่างกันด้วยสี ก็ยังมีซ้ำกันอีก เช่น วานรสีขาว ปากอ้าเป็นหนุมาน ถ้าหุบเป็น สัตพลี และหนุมานถือตรีเป็นอาวุธ สัตพลีถือพระขรรค์เป็นอาวุธ เป็นต้น (ธนิต อยู่โพธิ์ ๒๕๑๑:๙๙-๑๐๕)

ตอนนี้เราก็รู้จักกับหัวโขนกันแล้วนะค่ะ อย่าลืมติดตามต่อนะค่ะ ว่าต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับ "โขน"

 

edit @ 1 Oct 2010 21:01:28 by Fa-Rang

Comment

Comment:

Tweet