คำพากย์และคำเจรจา ^___^

posted on 01 Oct 2010 22:58 by swu-farang
สำหรับการแสดงโขนนั้น สิ่งที่จะช่วยให้เราได้รู้ถึงเรื่องราวที่แสดงอยู่นั้น ก็คือ คำพากย์และคำเจรจา ซึ่งเป็นเหมือนการเล่าเรื่องต่างๆ ให้เราฟังนั่นเองCryCry
 
 

คำพากย์และคำเจรจา

     ในการแสดงโขนเมื่อปี่พาทย์บรรเลงโหมโรงจนเข้าเรื่อง ในการดำเนินเรื่องจะใช้คำพากย์และคำเจรจา ซึ่งแต่เดิมยังไม่มีบทร้อง เช่น ละครใน ตัวโขนในสมัยโบราณต้องสวมหน้า (หัวโขน) ทุกตัว ยกเว้นตัวตลก ดังนั้นจะต้องมีคนพากย์ ทำหน้าที่พากย์และเจรจาแทนผู้แสดง คนพากย์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแสดงโขน เพราะต้องมีความเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องราวและวิธีการแสดง ตลอดจนต้องจำคำพากย์ และต้องใช้ปฏิภาณในเชิงกวีของตนเอง ในอันที่จะเจรจาให้ถูกเรื่องราว และมีสัมผัสอย่างร่ายยาวตลอดไป

คำพากย์

     คำพากย์ เป็นบทกวีประเภทกาพย์ยานีและกาพย์ฉบัง ไม่ว่าจะพากย์ชนิดใด เมื่อพากย์จบไปบทหนึ่งตะโพนก็จะตีท้า และกลองทัดจะตีต่อ จากตะโพน ๒ ที แล้วพวกคนแสดงภายในโรงก็จะร้องรับด้วยคำว่า “เพ้ย” ไปพร้อมๆกัน

     วิธีพากย์แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ ๖ ประเภทคือ

๑.พากย์เมือง (หรือพากย์พลับพลา) ใช้พากย์เวลาตัวเอกหรือผู้แสดงออกท้องพระโรงหรือออกพลับพลา เช่น ทศกัณฐ์ หรือพระราม ประทับในปราสาทหรือในพลับพลา เช่น

 

“ครั้นรุ่งแสงสุริยโอภา                                      พุ่งพ้นเวหา

คิรียอดยุคันธร

สมเด็จพระหริวงศ์ทรงศร                                 ฤทธิ์เลื่องลือขจร

สะท้อนทั้งไตรโลกา

เสด็จออกนั่งหน้าพลับพลา                               พร้อมด้วยเสนา

ศิโรดมก้มกราบกราน

พิเภกสุครีพหนุมาน                                          นอบน้อมทูลสาร

สดับคดีโดยถวิล”

 

๒.พากย์รถ (หรือ ช้าง ม้า ตามแต่จะใช้สิ่งใดเป็นพาหนะ) ใช้ในเวลาทรงพาหนะที่ขี่ไป ตลอดจนการชมไพร่พลด้วย เช่น

 

“เสด็จทรงรถเพชรเพชรพราย                                   พรายแสงแสงฉาย

จำรูญจำรัสรัศมี

อำไพไพโรจน์รูจี                                                      สีหราชราชสีห์

ชักราชรถรถทรง

ดุมหันหันเหียนเวียนวง                                           กึกก้องก้องดง

สะเทือนทั้งไพรไพรวัน

ยักษาสารถีโลทัน                                                   เหยียบยืนยืนยัน

กงศรจะแผลงแผลงผลาญ”

๓.พากย์โอ้ ทำนองตอนน้นเป็นพากย์ แต่ตอนท้ายกลายเป็นทำนองร้อง เพลงโอ้ปี่ ให้ปี่พาทย์รับ ใช้เวลาโศกเศร้ารำพัน เช่น

 

“อนิจจาเจ้าเพื่อนไร้ มาบรรลัยอยู่เอองค์               พี่จะได้สิ่งใดปลง พระศพน้องในหิมวา

จะเชิญพระศพพระเยาวเรศ เข้ายังนิเวศน์อยุธยา   ทั้งพระญาติวงศา จะพิโรธพิไรเรียม

ว่าพี่พามาให้เสียชนม์ ในกมลให้ตรมเตรียม          จะเกลี่ยทรายขึ้นทำเทียม ต่างแท่นทิพบรรทม

จะอุ้มองค์ขึ้นต่างโกศ เอาพระโอษฐ์มาระงม          ต่างพระสนม อันร่ำร้องประจำเวร”

การพากย์โอ้มีความแตกต่างจากการพากย์แบบอื่น เนื่องจากจะมีดนตรีรับก่อนที่ลูกคู่จะร้องรับด้วยคำว่า “เพ้ย”

๔.พากย์ชมดง ทำนองตอนต้นเป็นทำนองร้อง เพลงชมดงใน ตอนท้ายจึงเป็นทำนองพากย์ธรรมดาสำหรับใช้ในเวลา ชมป่าเขาลำเนาไพรต่างๆ เช่น

 

“เค้าโมงจับโมงมองเมียง คู่เค้าโมงเคียง                  เคียงคู่อยู่ปลายไม้โมง

ลางลิงลิงเหนี่ยวลดาโยง ค่อยยุดฉุดโชลง                โลดไล่ในกลางลางลิง

ชิงชันนกชิงกันสิง รังใครใครชิง                               ชิงกันจับต้นชิงชัน

นกยูงจับพยูงยืนยัน แผ่หางเหียนหัน                       หันเหยียบเลียบไต่ไม้พยูง”

 

๕.พากย์บรรยาย (รำพัน) ใช้เวลาบรรยายความเป็นมาของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือพากย์พึงรำพันใดๆ เช่น พากย์บรรยาย ตำนานรัตนธนู ว่า

 

“เดิมทีธนูรัตน สรฤทธิเกรียงไกร                    องค์วิศะกรรมไซร้ ประดิษฐะส่องถวาย

คันหนึ่งพระวิษณุ สุรราชะนารายณ์              คันหนึ่งทำนูลถวาย ศิวะเทวะเทวัญ

ครั้นเมื่อมุนีทัก- ษะประชาบดีนั้น                 กอบกิจจะกายัญ- ญะพลีสุเทวา

ไม่เชิญมหาเทพ ธแสนจะโกรธา                   กุมแสดงธนูคลา ณ พิธีพลีกรณ์”

 

๖.พากย์เบ็ดเตล็ด ใช้ในโอกาสทั่วๆ ไป อันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เข้าประเภทใด เช่น

 

“ภูวกวักเรียกหนุมานมา ตรัสสั่งกิจจา                     ให้แจ้งประจักษ์ใจจง

แล้วถอดจักรรัตน์ธำรงค์ กับผ้าร้อยองค์                   ยุพินทรให้นำไป

ผิวนางยังแหนงน้ำใจ จงแนะความใน                     มิถิลราชพารา

อันปรากฎจริงใจมา เมื่อตาต่อตา                           ประจวบบนบัญชรไชย”

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet